ศิลปะ Art, ประเภทของศิลปะ Art Categories. การรับรู้ความงามทางศิลปะ. วิจิตรศิลป์. คุณค่าและความหมายของศิลปะ, จิตรกรรม (Painting)

Friday, March 28, 2008

ศิลปะไกลตัว..







เหตุผลที่คนไทยหลายคน (ผมไม่กล้าบอกว่าส่วนใหญ่หรือเปล่า) คิดว่าศิลปะมักจะไกลตัวเพราะสองสาเหตุครับ คือความยากจน กับศิลปะต่างหากที่ทำตัวห่างเหินประชาชน1. ปัญหาความยากจนสภาพสังคมไทยยังคงจมอยู่ในภาวะความยากจนแร้นแค้น เราเป็นประเทศที่โตแบบ "หัวโตตัวลีบ" กล่าวคือโตเฉพาะเมืองใหญ่ๆ กรุงเทพฯ ขอนแก่น เชียงใหม่ สงขลา ฯลฯ แต่จังหวัดส่วนใหญ่ก็ยังเป็นส่วนที่ 'ลีบ' คนยังต้องหาเช้ากินค่ำอยู่เยอะ ชีวิตมองไปไกลกว่า 5 เมตรไม่ได้ครับ มันไม่ไหว วันนี้ต้องหาข้าวกินก่อน ไม่มีเวลาสลักผลไม้ก่อนกินแน่นอนที่ผมคิดคือท้องไม่อิ่ม มันไม่มีอารมณ์คิดถึงศิลปะครับ จะสังเกตได้ว่าในอดีต ศิลปะจะรุ่งเรืองได้เมื่อประชาชนกินดีอยู่ดี เขาถึงจะมีเรี่ยวแรงรังสรรค์งานดีๆ บางคนอาจจะเถียงว่าไม่จริงหรอก เพลงบลูส์ที่มีที่มาจากความแร้นแค้นของคนผิวดำยุคที่เป็นทาสในอเมริกา ยุคนั้นคนดำจนจะตาย ทำไมถึงรุ่งเรืองได้ ไม่น่าจะเกี่ยวกับปากท้อง หรือแม้แต่ในเมืองไทยก็มีศิลปะที่มาจากวัฒนธรรมความจนเช่นกัน อย่างเช่น เพลงวณิพก อย่างเพลงขอทานของยายสำอาง ที่จังหวัดสุพรรณบุรี นี่ก็เป็นศิลปะ แต่ทำไมมันเป็นที่รู้จักของคนหลายๆ คนแต่ผมก็ยังยืนยันว่าเหตุผลที่คนมองว่ามันไกลตัวและเข้าใจยากเป็นเพราะเขายังต้องให้ความสำคัญกับปากท้องก่อน เรื่องศิลปะนั้นเขาคงต้องจัดลำดับความสำคัญลงมา อาจจะเหลือแค่การตกแต่งห้องให้สะอาดเรียบร้อย และเก๋ไก๋ แต่อาจจะไม่ถึงขั้นสามารถเดินไปดูภาพวาดที่สวยๆ ในแกลเลอรี่ได้2. ศิลปะทำตัวห่างเหินประชาชนเหตุผลอีกข้อหนึ่งคือ ศิลปะสมควรได้รับการปลูกฝังลงในจิตใจของเด็กๆ จากการศึกษาให้เขามองเห็นโลกในแง่งาม มองโลกด้วยความสวยงาม แม้ว่าโลกใบนี้จะเป็นสีเทา แต่สีขาวนั้นยังมีในสีดำ เราต้องอยู่ด้วยกันให้ได้... ดังนั้นการที่จะทำให้ศิลปะในเมืองไทยที่มักจะจำกัดอยู่กับคนในวงจำกัด หรือคนที่สนใจอย่างจริงจัง ก็น่าจะปรับให้ศิลปะมาอยู่ใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น โดยการปลูกฝังผ่านทางการสถาบันต่างๆ ของสังคมเช่นการศึกษา ที่แนะนำว่าควรจะเสพงานศิลป์อย่างไร เราจะใช้ใจสัมผัสศิลปะได้อย่างไร แล้วเราจะนำศิลปะมาใช้กับชีวิตได้อย่างไร ให้ศิลปะอยู่แวดล้อมชีวิตของคนให้มากขึ้น เพื่อให้คนมีสุนทรียภาพมากขึ้น เช่น การออกแบบตึกที่สวยงาม การออกแบบของใช้ที่คำนึงถึงดีไซน์และสรีระร่างกายมากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20080116181830AAYueLc

Pop art

Drowning Girl by Roy Lichtenstein, 1963.
Pop art is a visual art movement that emerged in the mid 1950s in Britain and in parallel in the late 1950s in the United States. The coinage of the term Pop Art is often credited to British art critic/curator, Lawrence Alloway in an essay titled The Arts and the Mass Media, although the term he uses is "popular mass culture" Nevertheless, Alloway was one of the leading critics to defend mass culture and Pop Art as a legitimate art form. Pop art is one of the major art movements of the twentieth century. Characterized by themes and techniques drawn from popular mass culture, such as advertising and comic books, pop art is widely interpreted as either a reaction to the then-dominant ideas of abstract expressionism or an expansion upon them. Pop art, like pop music, aimed to employ images of popular as opposed to elitist culture in art, emphasizing the banal or kitschy elements of any given culture. It has also been defined by the artists use of mechanical means of reproduction or rendering techniques that down play the expressive hand of the artist. Pop art at times targeted a broad audience, and often claimed to do so.

Andy Warhol, 1962 Campbell Soup Cans

Much of pop art is considered very academic, as the unconventional organizational practices used often make it difficult for some to comprehend. Pop art and minimalism are considered to be the last modern art movements and thus the precursors to postmodern art, or some of the earliest examples of postmodern art themselves
Reference :http://en.wikipedia.org/wiki/Pop_art

การค้า ศิลปะ ธรรมะฯ


โตเกียว เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมของญี่ปุ่น มีประชากร 120 ล้านคน เป็นเมืองที่มีมาตรฐานการครองชีพสูงที่สุดเมืองหนึ่งในโลก ในโตเกียวมีความสะดวกสบาย มีเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำเนินชีวิตพร้อมเพรียงไปหมด พูดได้ว่าคนโตเกียว มีความสะดวกมากและยังดำรงวัฒนธรรมดั้งเดิมมาแต่โบราณด้วย อย่างไรก็ตามก็มีปัจจัยหนึ่งที่เป็นปัญหากับคนญี่ปุ่นอยู่ สังเกตได้จากอัตราการฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่นประมาณปีละ 30,000 กว่าคน แสดงให้เห็นว่า คนญี่ปุ่นมีความเครียดในชีวิตประจำวัน ถึงแม้คนญี่ปุ่นจะมีความพร้อมในความสะดวกสบาย แต่ก็ยังขาดที่พึ่งทางจิตใจที่ควรจะมี สาเหตุอาจกล่าวได้ว่า คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่มักจะคิดว่า ตัวองไม่มีศาสนา จึงทำให้ขาดความเข้มแข็งทางด้านจิตใจไปด้วย
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2548 ข้าพเจ้าได้เดินทางมาโตเกียวอีกครั้งหนึ่งตามคำเชิญของ คุณไผท สุขสมหมาย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโอซาก้า เนื่องโอกาสเปิดตัวหนังสือแคตตาล๊อค โอทอปสไตล์เจ ซึ่งเป็นแคตตาล๊อคที่แนะนำสินค้าโอทอปที่มีคุณภาพสูงสุดจากประเทศไทยเข้าญี่ปุ่น และในหนังสือแคตตาล๊อคเล่มนี้มีความสำคัญที่แนะนำให้คนญี่ปุ่นรู้จักวิถีชีวิตและการทำงานของข้าพเจ้าโดยเน้นประเด็นหลักคือ เรื่องความผ่อนคลายความเครียด (Thailand as a land of Relaxation) และเป็นเรื่องที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญสูงสุดเรื่องหนึ่ง นอกเหนือจากเรื่องสุขภาพและความงาม การเชิญข้าพเจ้ามาครั้งนี้ เพื่อที่จะมาเปิดตัวแนะนำญี่ปุ่นให้รู้วัฒนธรรมแนวคิดด้านการผ่อนคลายทางจิตใจในวิถีพุทธโดยนำเสนอในรูปแบบของการทำงานผ่านศิลปะภาพวาด ที่ใช้การตวัดพู่กันเพียงขณะจิตด้วยสมาธิที่ดิ่งลึกภายใน
ในงานนิทรรศการภาพ “เพียงรอยหนึ่งก็ถึงธรรม” ณ กรุงโตเกียว มีคนหนุ่มสาวและคนที่สนใจเรื่องชีวิตมาร่วมงาน หนึ่งในนั้นมีสามี-ภรรยาคู่หนึ่งที่เพิ่งแต่งงานและอยู่ในวัยที่กำลังสร้างครอบครัว เมื่อพิจารณาภาพวาดที่แสดง เขาได้น้อมความคิดเข้าไปสู่ชีวิตของเขาว่า “ผมมองภาพที่มีความมืดและในความมืดยังมีแสงสว่างปรากฏอยู่ ซึ่งเปรียบเสมือนชีวิตของผมในขณะนี้ที่กำลังดิ้นรนต่อสู้อยู่กับการสร้างครอบครัว ผมเหมือนตกอยู่ในเหวลึกที่พยายามตะกายขึ้นมา เมื่อผมได้เห็นภาพเพียงรอยหนึ่งก็ถึงธรรม ทำให้เกิดกำลังใจว่า แม้ในความมืดก็ยังมีแสงสว่าง” ข้าพเจ้าได้อธิบายให้ชายหนุ่มผู้นั้นฟังว่า “แม้บางขณะของการสะดุดของชีวิตก็ทำให้เราได้หยุดทบทวน การได้มีโอกาสได้ทบทวนในปัจจุบันขณะ จะเป็นปัญญาที่จะก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงขึ้น เราต้องรู้จักอ่อนโยนที่จะขอบคุณแม้สิ่งนั้นจะทำให้เราสะดุด”
งานนี้เราได้เห็นคนหนุ่มสาวหลายคนยืนนิ่งดูภาพอยู่นาน งานศิลปะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะเยียวยาให้ชาวญี่ปุ่นได้กลับมาอยู่กับตัวเองในปัจจุบันขณะ และทบทวนเรื่องราวของชีวิต เพื่อย่างก้าวต่อไปที่จะเคารพสิ่งที่ได้มาจากธรรมชาติ คือ ชีวิต ว่าเราจะสัมผัสชีวิตเราต้องสัมผัสในปัจจุบันขณะ ถ้าจะสุขก็ต้องสุขที่นี่และเดี๋ยวนี้ อย่าไขว่คว้าว่าต้องรอให้ประสพความสำเร็จแล้วจึงสุข การเดินทางครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้นำภาพยนตร์ A Walk of Wisdom ไปให้ชาวญี่ปุ่นได้ชมด้วย และคุณไผท สุขสมหมาย ก็ได้เล่าให้เพื่อนญี่ปุ่นได้รับรู้ว่า เราได้ทำงานอะไรบ้างที่ใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิตที่ทำให้การงานของเราศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น

การทำงานคราวนี้นอกจากจะได้ผลทางการค้าระหว่างประเทศแล้ว เรายังได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางศิลปะ โดยการใช้ธรรมะเป็นการเยียวยาโลกให้เกิดความสงบสุขร่วมกันอีกด้วยธรรมสวัสดี

Tuesday, March 25, 2008

มารู้จักกับ..กราฟิตี้ หรือกราฟฟิตี้ (graffiti)

กราฟฟิตี้ (graffiti) ภาพวาดที่เกิดจากการขีดเขียนไปบนผนัง เป็นคำศัพท์ที่มาจากภาษากรีก grafito ซึ่งแปลว่าการเขียนภาพลงบนผนังหรือกำแพงในสมัยโบราณ โดยที่รู้จักกันทั่วไปจะมีลักษณะของการพ่น (bombing) เซ็นชื่อ หรือเป็นการเซ็นลายเซ็น โดยเริ่มต้นจากเมืองฟิลาเดลเฟียในมลรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา จากนั้นจึงแพร่หลายในนิวยอร์กช่วงยุคคริสตทศวรรษที่ 60

จากตำรากราฟฟิตีไม่น้อยระบุไว้ตรงกันว่า กราฟฟิตีเริ่มต้นขึ้นในเมืองฟิลาเดลเฟียในช่วงทศวรรษที่ 60 ก่อนจะแพร่เข้ามายังนิวยอร์กในทศวรรษต่อมา สาเหตุการเกิดของกราฟฟิตีนั้น ในยุคสมัยที่การเหยียดสีผิวเป็นไปอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในปี ค.ศ. 1954 ที่ผู้ปกครองนักเรียนผิวสีรวมตัวเรียกร้องขอความเป็นทำ กรณีที่คณะกรรมการโรงเรียนแห่งรัฐแคนซัสปฏิเสธที่จะรับเด้กผิวสีเข้าศึกษา และในปีถัดมา สตรีผิวสีนาม โรซา พาร์กส ที่เธอถูกตัดสินมีความผิดฐานละเมิดกฎหมายที่จะสละที่นั่งของเธอให้บุรุษผิวขาวตามที่กฎหมายของรัฐกำหนด เป็นที่มาของการเคลื่อนไหวให้เกิดการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยสิทธิพลเมือง จนกระทั่งเกิดกฎหมายนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1964 แต่ว่าคนผิวสีก็ยังตกอยู่ในสภาพคนชายขอบของสังคม ได้เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาสร้างสรรค์งานศิลปะ ทั้งเพลงบลูส์ แจ๊ซ และเร้กเก้ และอีกด้านหนึ่งของคนผิวสีที่ต้องเผชิญ พวกเขาได้แสดงออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ดิบหยาบ ประกาศให้เห็นถึงความ ขบถ ดังเช่น ดนตรีแร็ปที่เต็มไปด้วยคำด่าทอสังคมอย่างไม่เกรงกลัว กราฟฟิตีถือกำเนิดมาในยุคสมัยนี้
ในช่วยปลายทศวรรษที่ 60 กราฟฟิตีเดินทางเข้าสู่นิวยอร์ก โดย JULIO204 ไรเตอร์จากสลัมย่านบรองซ์นำเข้าไปเผยแพร่ ต่อมาในปี ค.ศ. 1969 ที่นิวยอร์ก "ทากิ" ไรเตอร์ชื่อดังที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นยุคสมัยของเหล่าไรเตอร์หรือนักเขียนกราฟฟิตีโดยแท้จริง เมื่อคำว่า TAKI 183 ของเขา ได้รับการสัมภาษณ์และเปิดเผย ตีพิมพ์ภาพลายเซ็นของเขาในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส คำว่า TAKI 183 ที่เขาเขียนปรากฏให้เห็นทั้งในรถไฟใต้ดินและสถานที่สำคัญอย่างบรอดเวย์ สนามบินเคนเนดี รวมทั้งที่ต่าง ๆ ทั้งในนิวเจอร์ซีย์ คอนเนตทิคัต และสถานที่อื่น ๆ ทั่วนิวยอร์ก
หลังจากหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ได้วางแผง วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยต่างประทับใจในชื่อเสียงของทากิ พวกเขาจึงเริ่มเขียนชื่อของตัวเองตามสถานที่สาธารณะ จนค่อย ๆ ได้รับความนิยมและคึกคักในเวลาต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงต้นทศวรรษที่ 70 กราฟฟิตีได้ถูกเขียนเต็มไปหมดจากไรเตอร์อย่าง TRACY168 StayHigh149 และ PHASE2 เริ่มเขียน "tag" (แท็ก) หรือลายเซ็นของตนตามโบกี้รถไฟ

ในปี ค.ศ. 1972 TOPCAT ได้นำเทคนิคใหม่ เข้าสู่นิวยอร์ก คือตัวอักษรยาว ๆ เก้งก้างเต็มพื้นที่คอนเทนเนอร์รถไฟ ต่อมารูปแบบนี้ได้รับความนิยมจากเหล่าไรเตอร์นิวยอร์ก และเรียกว่าเป็น "Broadway Elegant" ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวอักษรที่เขียนต่อก่อเป็นแถวยาว ๆ
ปี ค.ศ. 1973 กราฟฟิตีปรากฏอยู่แทบทุกซอกมุมตึกในนิวยอร์ก ดังที่ ริชาร์ด โกด์สไตน์ เขียนลงนิวยอร์กแม็กกาซีนไว้ว่า "ดูเหมือนเหล่าวัยรุ่นหนุ่ม ๆ แทบจะไม่สนใจอะไรเลย นอกจากมองหาทำเลที่พวกเขาจะพ่นกราฟฟิตี" โกลด์สไตน์เองได้จัดให้มีการประกวดรางวัล "ทากิอวอร์ด" ขึ้นเพื่อคัดเลือกกราฟฟิตีที่เขาคิดว่าดีที่สุดในขณะนั้น โกลด์สไตน์กล่าวอีกว่า กระแสความคลั่งไคล้กราฟฟิตีในขณะนั้น ไม่ต่างจากความบ้าคลั่งที่พวกเขามีต่อดนตรียุคร็อกแอนด์โรลในยุคทศวรรษที่ 50 เลย



กราฟฟิตีได้รับความนิยมขึ้นอีก เมื่อไรเตอร์จากประเทศต่าง ๆ หรือแต่ละท้องถิ่นนำผลงานของตนไปเผยแพร่ตามที่ต่างๆ จากทั่วสหรัฐอเมริกาถูกส่งต่อไปหลายประเทศในยุโรป นอกจากนั้นยังมีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับกราฟฟิตีขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ แอลเอ นิวยอร์ก หรือย่านมิดเวสต์ โดยงานแรก ๆ ที่ถูกบันทึกไว้คืองาน Frame Exhibition ที่แอลเอราวปี ค.ศ. 1988 และในปี ค.ศ. 1993-1996 Chicago Transit Authority (CTA) รับเป็นผู้สนับสนุนหลักในการจัดการแข่งขันกราฟฟิตี โดยผู้ชนะเลิศจะได้ทุนการศึกษาและได้เข้าเรียนในโรงเรียนสอนศิลปะ นับเป็นตัวอย่างแรก ๆ ของการนำกราฟฟิตีเข้าสู่ "พื้นที่จัดวาง" อย่างเป็นระบบ
กระแสกราฟฟิตีในระดับสากลได้เกิดขึ้นเมื่อเว็บไซต์กราฟฟิตี ที่ชื่อ Art Crimes ในโลกออนไลนด์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือน กันยายน ปี ค.ศ. 1994 โดยในปี 1999 อาร์ตไครมส์อ้างว่าเว็บไซต์็ของเขามีภาพกราฟฟิตีมากกว่า 3,000 ภาพจาก 205 เมือง ใน 43 ประเทศทั่วโลก ซึ่งการเกิดของอาร์ตไครมส์ได้เกิดไรเตอร์หน้าใหม่และนิตยสารเกี่ยวกับกราฟฟิตีแพร่หลายขึ้น
ทุกวันนี้กราฟฟิตีพัฒนากลายเป็นแฟชั่นที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน ทั้งลวดลายแท็กที่พบตามเสื้อผ้าแนวสตรีตอาร์ตไม่ว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบ ไปจนถึงมิวสิกวิดีโอโดยศิลปินฮิปฮอปในเอ็มทีวี ซึ่งมักมีภาพกราฟฟิตีปรากฏเป็นแบ็กกราวด์

กราฟฟิตีในประเทศไทย

กราฟฟิตีในประเทศไทยมีให้เห็นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะพบเห็นตามอาคารหรือกำแพงที่ถูกทิ้งร้าง รวมถึงกำแพงและอาคารที่ยังมีผู้อยู่อาศัยด้วย ส่วนใหญ่กราฟฟิตีในประเทศไทยยังเป็นการแสดงออกทางศิลปะเท่านั้น ยังไม่มีการเสียดสีหรือล้อเลียนเรื่องราวต่างๆ ในสังคมมากนัก
หลังจากที่กราฟฟิตีครองความนิยมในหมู่วัยรุ่นไทยและได้พัฒนาขึ้นมาก ได้มีการประกวดกราฟฟิตีหรืองานแสดงสินค้า งานอีเวนต์ต่าง ๆ ที่นำกราฟฟิตีไปแสดง ไม่ว่าจะเป็นงาน Battle of the year ที่งานจัดประกวดกราฟฟิตี งาน MBK Graffitti Lesson 1 ที่จัดประกวดแข่งขันโชว์การพ่นกราฟฟิตีแนวสตรีทอาร์ต และเว็บไซต์กระปุกดอตคอมและพันธมิตรได้เคยร่วมจัดประกวดกราฟฟิตีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงงานแสดงนิทรรศกาลศิลปะ Keep on Keeping on เป็นต้น ซึ่งจากการจัดงานประกวดนี้เอง ไรเตอร์จำนวนไม่น้อยสามารถยึดกราฟฟิตีเป็นอาชีพหาเลี้ยงตัวเองได้อย่างสุจริต เช่นการนำกราฟฟิตีมาใช้ออกแบบร้านเสื้อผ้าแนวสตรีทอาร์ต ออกแบบร้านสเก็ตบอร์ด อย่างเช่น เอ็ม แห่งวงบุดด้า เบลส ที่เคยยึดเป็นอาชีพ
ในช่วงเหตุระเบิดในกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2549 ที่เกิดเหตุระเบิดกลางกรุง 8 จุด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แถลงข่าวว่าพบเบาะแสที่น่าจะเป็นของคนร้าย คือตัวอักษรซึ่งถูกเขียนบนตู้โทรศัพท์ คาดว่าอาจเป็นร่องรอยที่กลุ่มมือวางระเบิดทิ้งเอาไว้เพื่อส่งสัญญาณบางอย่าง คือตัวอักษรภาษาอังกฤษที่คล้าย IRK เกาะเกี่ยวกัน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจวิเคราะห์ว่า สัญลักษณ์ดังกล่าวจะเป็นของ JI หรือกลุ่มเจมาห์ อิสลามิยาห์ กลุ่ม RKK หรืออาจโยงใยไปได้ถึงกบฏ IRA ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวหนังสือภาษาอังกฤษที่คล้าย IRK นั้นคือแท็กที่เขียนว่า IRIE หรือกราฟฟิตีแบบหนึ่งที่พบเห็นได้บ่อย


ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 271 เดิอนกันยายน พ.ศ. 2550 หน้า 138-172

ชีวิต ศิลปะ บทกวี



-ชีวิต ศิลปะ บทกวี-คำว่าศิลป์ ไม่หมายเพียงแต่วัตถุอย่างเดียว ทางนามธรรมก็ได้ ความคิดนึก การเสกสรรค์ การประดิษฐ์ในทางจิตใจก็เป็นศิลป์ได้ เพราะฉะนั้นศิลปะในพุทธศาสนาที่แท้จริง มันคือศิลปะแห่งการเป็นคน ให้น่าดูที่สุด ให้งดงาม
เพราะศิลป์นั้น เรามีความหมายตรงที่ ความงาม ความดึงดูดใจด้วยความงาม จูงผู้อื่นให้ทำความดี โดยอาศัยความงามของศิลปะนั้น
ทีนี้พระพุทธศาสนามีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในเบื้องปลาย อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านว่าเอง ไม่ใช่เราต้องว่า งามเบื้องต้นหมายถึงการเรียน งามท่ามกลางหมายถึงการปฏิบัติ งามเบื้องปลายหมายถึงการได้รับผลของการปฏิบัติ อย่างนี้
หรือว่า ศีล งามในเบื้องต้น สมาธิ งามในท่ามกลาง ปัญญา งามในเบื้องปลาย ; แล้วแต่จะเรียก -พุทธทาสภิกขุ-
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://bookblogstorage.wordpress.com

ศิลปะว่าด้วยการใช้ชีวิต


ศิลปว่าด้วยการใช้ชีวิต
The Art of Living



หนังสือ “วุฒิภาวะของผู้ถึงพร้อม” โดย Osho (โอชู) ได้อธิบายถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ไว้อย่างน่าสนใจ คล้ายกับที่ท่านพุทธทาสภิกขุเคยสอนไว้ว่า “คนเราเกิดมาเพื่อจะได้พบสิ่งที่ดีที่สุดของชีวิต คือนิพพาน ความสงบของจิตที่ยังไม่ตาย” (นิพพานเป็นสภาวะอมตะที่ไม่รู้จักตาย เนื่องจากมันได้ “ตายก่อนตาย” คือตายได้เสียแล้วจึงเสร็จสิ้นจากความยึดมั่นใน EGO ตัวกู-ของกู ก่อนที่จะตายเน่าเข้าโลง, บัญชา เฉลิมชัยกิจ, 2549) ท่านโอชูได้กล่าวว่า ชีวิตเป็น “การเจริญพัฒนา” (growing up) ซึ่งไม่ใช่ “การเติบใหญ่” (growing old) และกล่าวถึงศิลปะว่าด้วยการใช้ชีวิตว่าเริ่มจากความเข้าใจในสองประการ กล่าวคือ
ประการที่หนึ่ง ความเข้าใจในความแตกต่างของความไร้เดียงสาและอวิชชา คนส่วนใหญ่มักอัดแน่นไปด้วยความรู้ที่เหนือธรรมดา ด้วยความเข้าใจว่าความธรรมดาสามัญจะไม่ช่วยให้เราดำรงอยู่ได้ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันที่รุนแรง เราจึงต้องการความฉลาด ไหวพริบและความรู้ที่จะทำให้เรามีงานที่ดี มีเงินทองมากและมีอำนาจ ในที่สุดชีวิตทั้งหมดของเราจึงมุ่งหน้าไปในทิศทางเพื่อการแสวงหาสิ่งนั้น ความไร้เดียงสาของเราจึงถูกมองว่าป็นเรื่องไร้สาระสำหรับ “ผู้ใหญ่” ท่านโอชูเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า “อวิชชา” (ignorance) ซึ่งเป็นสิ่งที่บดบังใจเราให้มืดบอดและหลงทาง ความไร้เดียงสา (innocence) จึงเป็นเหมือนแสงสว่างที่ส่องให้เราเห็นถึงธรรมชาติที่แท้จริงของตัวเรานั่นเอง
ประการที่สอง ความเข้าใจว่าตัวตนที่แท้จริงของเราเป็นใครกันแน่ โดยตัดความต้องการทุกอย่างออกไปแล้วเราจะพบการดำรงอยู่ที่แท้จริงของตัวเรา ท่านโอชูกล่าวถึงการทำความสะอาดจิตใจเพื่อกลับคืนสู่ความเป็นธรรมดาสามัญด้วยการเจริญสติทำสมาธิ โดยเน้นที่การมีสติซึ่งเกิดขึ้นในใจของตัวผู้ปฎิบัติ ท่านกล่าวว่า “เป็นวิธีการศัลยกรรมที่ไม่ธรรมดา มันเป็นการผ่าตัดสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเราออกไปและเหลือไว้เฉพาะสิ่งที่เป็นตัวเราอย่างเดียว”
ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.spufriends.com/

Monday, March 24, 2008

Art ศิลปะ

Art refers to a diverse range of human activities and artifacts, and may be used to cover all or any of the arts, including music, literature and other forms. It is most often used to refer specifically to the visual arts, including media such as painting, sculpture, and printmaking. However it can also be applied to forms of art that stimulate the other senses, such as music, an auditory art. Aesthetics is the branch of philosophy which considers art.
Reference : http://en.wikipedia.org/wiki/Art